![]() |
|||
![]() |
|||
ฟ้อนก๋ายลาย แสดงโดย ชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฟ้อนเมืองกลายลาย ถ้าออกเสียงแบบล้านนาจะอ่านว่า ฟ้อนเมืองก๋ายลาย ชื่อขอการฟ้อนนี้แยกได้เป็นสองคำ คือคำว่า ฟ้อนเมือง กับคำว่า กลายลายฟ้อนเมือง หมายถึงฟ้อนของคนเมือง (ไทยวน) ซึ่งโดยทั่วไปจะมีต้นตอมาจากฟ้อนเจิง ส่วน กลายลาย หมายถึงการถูกปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนให้กลายเป็น ซึ่งกลายในที่นี้เป็นการกลาย ลาย ที่หมายถึงลีลาท่าฟ้อน เรื่องนี้มีที่มาซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์คุณแม่ชื่น กาวิละ อยู่บ้านเลขที่ 113 บ้านแสนตอง หมู่ 10 ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2531 ท่าเล่าให้ฟังว่าญาติอาวุโสของท่านคือแม่หม่อนดี (หม่อน = ทวด) ได้สืบทอดการฟ้อนชนิดนี้จากคุณตาอีกทีหนึ่ง สมัยแม่หม่อนดียังเด็ก คุณตาของหม่อนดีท่านเป็นครูฟ้อนเจิง ปรารถนาจะถ่ายทอดวิชาฟ้อนเจิงให้บุตรหลานที่เป็นผู้ชาย แต่ท่านไม่มีบุตรหลานที่เป็นผู้ชายมีแต่เด็กหญิงทั้งนั้น แต่ด้วยความตั้งใจ ท่านได้พยายามสอนการฟ้อนแก่เด็กหญิงเหล่านั้น โดยเลือกสอนในท่าที่ค่อนข้างอ่อนช้อย เช่น บิดบัวบาน เสือลากหาง สาวไหม เป็นต้น ค่ำคืนใดเดือนหงายส่องฟ้า คุณตาจะเรียกไปสอนเสมอ ซึ่งแม่หม่อนดีก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย เมื่อฟ้อนเป็นแล้วก็ให้จับคู่ตั้งขบวนเป็นแถวเหมือนฟ้อนเมือง (ฟ้อนเล็บ) โดยทั่วไป จึงเรียกว่าฟ้อนเมือง แต่ด้วยลีลาที่มาจาก ฟ้อนเจิง ที่กลายจากท่าของผู้ชายมาเป็นลีลาของหญิงสาว จึงเรียกว่า ฟ้อนเมืองกลายลาย หมายถึงการฟ้อนเมืองที่กลายพันธุ์ประมาณนั้น หลังจากที่ฝึกหัดฟ้อนจนชำนาญแล้ว ได้ติดตามคณะศรัทธาวัดไปแสดงในงานบุญต่าง ๆ โดยเฉพาะงานฉลองถาวรวัตถุที่เรียกว่า ปอยหลวง การฟ้อนแต่ละครั้ง ได้รับความชื่นชมจากผู้ที่ได้พบเห็นเป็นประจำ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีคณะหรือบุคคลใดสนใจจะสืบทอด ซึ่งอาจเป็นเพราะแต่ละวัดนิยมฟ้อนเมืองเป็นส่วนใหญ่ การฟ้อนนี้จึงมีอยู่ใน เมื่อปีพ.ศ. 2529 ผู้เขียนและคณะจากชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีโอกาสไปสอนศิลปะดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน แก่โรงเรียนชุมชนแม่สาบ อำเภอสะเมิง ระยะนั้นเป็นช่วงที่ผู้เขียนสนใจเรื่องความเป็นมาของฟ้อนสาวไหมพอดี ดังนั้นเมื่อผู้เขียนไปในท้องถิ่นใดก็ตามจะต้องถามหาฟ้อนสาวไหมเสมอ ครั้งหนึ่งผู้เขียนและเพื่อนสนิทคือคุณสุชาติ กันชัย ได้รับคำแนะนำจากผู้เฒ่าท่านหนึ่งชื่อ พ่อหนานมา ว่ามีคนฟ้อนสาวไหมได้ และอยู่ที่บ้านแสนตอง ผู้เขียนและเพื่อนจึงได้ไปสืบดู ก็ได้พบกับแม่ชื่น กาวิละ เป็นคนแรก แม่ชื่นได้กรุณาฟ้อนให้ดู พร้อมอธิบายว่า ฟ้อนชนิดนี้เรียก ฟ้อนเมืองกลายลาย แต่มีท่าสาวไหมรวมอยู่ด้วยทำให้คนเรียกชื่อตามที่เห็นว่าฟ้อนสาวไหม จากการให้สัมภาษณ์แม่ชื่อ กาวิละ กท่านเล่าให้ฟังว่า ในสมัยแม่หม่อนดี การฟ้อนเมืองกลายลายเป็นที่นิยมกันพอสมควร และมีกิตติศัพท์เลื่องลือไปถึงในเมืองเชียงใหม่ด้วย ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จเลียบมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ แม่หม่อนดีและคณะยังมีโอกาสได้ไปฟ้อนถวายรับเสด็จด้วย ท่าฟ้อน การฟ้อนชนิดนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้กำหนดท่า หรือลีลาฟ้อนว่าต้องเหมือนกัน หรือเรียงลำดับก่อนหลังทุกท่า ผู้ฟ้อนแต่ละคนฟ้อนท่าไหนก่อนก็ได้ แต่ถึงท่าที่จะต้อง แลกลาย คือแลกลีลาซึ่งกันและกันจะต้องในท่าเดียวกัน แต่กระนั้นเพื่อให้เป็นระเบียบสวยงาม ภายหลังจึงมีการจัดกระบวนเป็นแถว และฟ้อนในท่าเดียวกัน ท่าฟ้อนต่าง ๆ มีดังนี้ การแต่งกาย การฟ้อนในสมัยโบราณไม่ปรากฏรูปแบบที่แน่นอน คงแต่งกายตามปกติสำหรับหญิงสาวที่ไปงานบุญ ต่อมามีการแต่งการให้เหมือนกัน โดยเกล้าผมมวยทัดดอกไม้ สวมเสื้อแขนกระบอกนุ่งผ้าซิ่นตามแบบล้านนา และระยะหลังนี้มีการแต่งกายแบบไทลื้อ เพราะคิดว่าชุมชนบ้านแสนตอง ส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทลื้อ ควรแต่งกายแบบไทลื้อตามเชื้อสาย แต่อย่างไรเสียก็พบว่า ผู้ฟ้อนหลายคนในปัจจุบัน แต่งกายแปลกแยกแตกต่างกันไปไม่มีแบบแผนที่แน่นอน ดนตรีประกอบการฟ้อน เนื่องจากฟ้อนเมืองกลายลายเป็นการฟ้อน ในขบวนแห่งานบุญ ซึ่งมักมีวงกลองประเภทต่าง ๆ เช่น วงกลองตึ่งนง กลองมองเซิง กลองสิ้งหม้อง เป็นต้น การฟ้อนชนิดนี้สามารถฟ้อนเข้ากับวงกลองทุกชนิดที่กล่าวมา แต่ที่นิยมกันมากและเห็นว่าเหมาะสมที่สุดคือวงกลองมองเซิง ซึ่งปัจจุบันก็ใช้กลองมองเซิงประกอบการฟ้อนอยู่ สนั่น ธรรมธิ
|
|||