ฟ้อนสาวไหม(ล่าสุด) แสดงโดย แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์

ฟ้อน  คือ การร่ายรำ, สาวไหม หมายถึง การดึงเส้นด้ายออกเป็นเส้น เพื่อนำไปทอเป็นเครื่องนุ่งห่มต่อไป คำว่า “ไหม” ในภาษาล้านนาหมายถึง เส้นด้าย เรียกด้ายสำหรับผูกข้อมือว่า “ด้ายไหมมือ” เรียกด้ายสำหรับเย็บผ้าว่า “ไหมหยิบผ้า” เรียกวัวที่มีสีขาวขุ่น คล้ายสีของด้ายดิบว่า “งัวไหม” กิจกรรมในวิถีชีวิตของชาวล้านนาส่วนใหญ่ผูกพันกับด้ายที่มาจากฝ้าย เพราะทำไร่ฝ้ายซึ่งเป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ มิได้มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเหมือนภาคอื่น ดังนั้น คำว่า สาวไหม จึงมิได้หมายถึง การสาวหรือดึง เส้นไหมที่เป็นเส้นใยของตัวไหมแต่ประการใด ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปะการฟ้อนรำประเภทหนึ่งของชาวล้านนาที่มีพัฒนาการ ทางรูปแบบมาจากการเลียนแบบอากัปกิริยาการสาวไหม ผู้ฟ้อนที่เห็นส่วนใหญ่มักเป็นหญิงสาว ลีลาในการฟ้อนดูอ่อนช้อยและงดงามยิ่ง และลีลาอันน่าดูชมนี้เองเป็นผลมา จากมายาวิวัฒน์แห่ศิลปะการต่อสู้ของชายชาตรีในล้านนาประเทศตั้งแต่อดีต

ในบรรดาผู้ที่ฟ้อนเจิงเป็นทั้งหลาย น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักคำว่า “สาวไหม” ช่างฟ้อนเจิงหรือที่เรียกว่า “สล่าเจิง” ทราบกันดีว่า “สาวไหม” เป็นลายเจิง (ท่ารำ) ที่งดงาม มีความเข้มแข็ง และอ่อนช้อยสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยลีลาการหลอกล่อ รับและรุกอย่างเฉียบพลัน เมื่อศัตรูชะล่าใจ ปัจจุบันการฟ้อนสาวไหมที่เป็นลายเจิง ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยฟ้อนตอนสมัยหนุ่ม ๆ และมีการถ่ายทอดให้กับเยาวชนรุ่นใหม่บ้าง ในรูปแบบของ “ฟ้อนเจิง” เรียกว่า “เจิงสาวไหม” ส่วนฟ้อนสาวไหมที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็นที่ทราบกันดีว่าต้นฉบับมาจากนางบัวเรียว  รัตนมณีกรณ์ ช่างฟ้อนของวัดศรีทรายมูล ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย ฟ้อนสาวไหมของนางบัวเรียวได้รับการปรับปรุง ดัดแปลงท่ารำจากเจิงสาวไหมที่บิดาคือ นายกุย สุภาวสิทธิ์ ถ่ายทอดให้จนพัฒนามาเป็นฟ้อนสาวไหมแบบฉบับของนาฏศิลป์ไทยปัจจุบัน ฉะนั้นเราจึงสามารถแบ่งการฟ้อนสาวไหมออกเป็น  2  ประเภท  คือ
1.  ฟ้อนสาวไหมแบบเก่าที่มีลีลาการต่อสู้ คือ เจิงสาวไหม
2.  ฟ้อนสาวไหมแบบนาฏศิลป์ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีลีลาอ่อนช้อย นิ่มนวล

การฟ้อนสาวไหมแบบเก่ามีมาแต่โบราณ ไม่มีหลักฐานปรากฏว่ามีเมื่อสมัยใด แต่คนที่ฟ้อนได้ยังมีชีวิตอยู่หลายคน เช่น
-  นายคำ   พรหมวงค์ 61  หมู่  7  ตำบลสันผีเสื้อ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่
-  นายกัญไชย   กรมธนา 72  หมู่  1  ตำบลนาปัง  อำเภอเมือง  จังหวัดน่าน
- นายใจ๋    ต่อคำน้อย 125  หมู่  4  ตำบลน้ำแพร่  อำเภอหางดง  จังหวัดเชียงใหม่

ดนตรีที่ใช้ประกอบปัจจุบันฟ้อนได้ กับดนตรีพื้นเมืองหลายชนิด เช่น วงสะล้อ – ซึง เต่งถิ้ง อุเจ่ มองเซิง สิ้งหม้อง เพลงประกอบเฉพาะวงสะล้อ – ซึงและเต่งถิ้ง เป็นเพลงบรรเลงพื้นเมือง เช่น ปราสาทไหว ฤาษีหลงถ้ำ แหย่ง  แต่ในสมัยโบราณจากการสัมภาษณ์ผู้เคยเห็น พบว่าใช้เครื่องดนตรีอยู่สองประเภทคือ

วงเต่งถิ้ง และวงตึ่งนง วงเต่งถิ้งนั้นใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนสาวไหมโดยทั่วไป เพลงที่ใช้ก็เพลงพื้นเมือง เช่น ปราสาทไหว  ฤาษีหลงถ้ำ แหย่ง ที่แน่นอนเพลงที่ใช้บรรเลงเป็นหลักจริง ๆ คือ “เพลงสาวไหม” และวงตึ่งนงที่ใช้แนบรรเลงก็ใช้เพลงสาวไหมนี้เช่นกัน

การฟ้อนสาวไหมแบบนาฏศิลป์ ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า เป็นการฟ้อนที่ได้รับการปรับปรุง และดัดแปลงจากเจิงสาวไหมของนายกุย  สุภาวสิทธิ์

จากการศึกษาถึงความเป็นมาของฟ้อนสาวไหม ที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนได้เคยกล่าว ข้างต้นบ้างแล้วว่าเป็นฟ้อนที่ได้รับการปรับปรุง และดัดแปลงจากเจิงสาวไหมของ นายกุย  สุภาวสิทธิ์ และเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเชิงนัยประวัติ จะนำเอาเรื่องราวจากการศึกษามาเสนอพอสังเขป ดังนี้

เมื่อประมาณ  80  ปีที่ผ่านมา ศิลปะการป้องกันตัวที่เรียกว่า “เจิง”  แบบล้านนาไม่วาจะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าหรือมีอาวุธเช่น ดาบ ไม้ค้อน (พลอง) ยังเป็นที่นิยมกันอยู่ ชายชาตรียังคงเสาะแสวงหาครูอาจารย์ที่มีฝีมือดี เพื่อรับการถ่ายทอดไว้เป็นวิชาติดตัว ที่หมู่บ้านร้องวัวแดง ตำบลร้องวัวแดง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งมีฝีมือในเชิงต่อสู้เป็นที่เลื่องลือ ชายผู้นั้นคือ นายปวน  คำมาแดง หลังจากลาสิกขาจากการบวชเป็นสามเณรแล้ว ด้วยความสนใจจึงได้ตระเวณศึกษาวิชาการต่อสู้ จากครูอาจารย์หลายสำนัก ทั้งที่เป็นศิลปะลายเมือง (ล้านนา) ลายแข่ (จีน) ลายห้อ (จีนฮ่อ) ลายเงี้ยว (ไทยใหญ่) และลายยางแดง (กะเหรี่ยง)  จนเชี่ยวชาญหาตัวจับได้ยาก จนได้รับฉายาว่า “ปวนเจิง”

อาชีพหลักของนายปวน คือทำนา ฐานะค่อนข้างจะยากจน หลังจากฤดูทำนา ได้ออกหารายได้พิเศษ ออกไปสอนลายเจิง ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยมีเพียง “ผ้าป๊กกับจ้อง” (ผ้าห่อเสื้อผ้าและร่ม) และดาบคู่มือ 1 เล่มติดตัวไป ถึงหมู่บ้านไหนก็สอบถามดูความประสงค์ว่าจะมีคนเรียนมากพอหรือไม่ ถ้ามีจำนวนพอสอนได้ ก็ตั้งสำนักชั่วคราวสอน โดยส่วนใหญ่จะใช้สถานที่สงัด เช่น วัด ป่าช้า สำหรับค่าสอนจะคิดเป็นเงินตามที่ตกลงกันว่าจะเรียนมากหรือน้อย หากใครไม่มีเงินก็ขอเป็นข้าวสาร ข้าวสารที่ได้ก็นำไปขายเป็นเงินอีกทีหนึ่ง เงินค่าสอนที่สะสมตามจุดสอนต่าง ๆ ได้นำไปซื้อวัวกลับบ้าน การออกตระเวณสอนบางครั้งใช้ระยะเวลาเป็นแรมเดือน กลับบ้านครั้งหนึ่งก็ได้วัวกลับไปด้วยครั้งละ  2 - 3  ตัว

อาณาเขตที่เดินทางไปสอน ขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ จำนวนศิษย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทุกคนเรียกด้วยความเคารพยกย่องว่า “พ่อครูปวน” เมื่อชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็เลิกอาชีพทำนา และยึดอาชีพเป็นพ่อครูสอนเจิงอย่างเดียว หมู่บ้านแม่คือ ตำบลแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่พ่อครูปวน ได้มีโอกาสไปสอนศิษย์ ที่หมู่บ้านนี้มีผู้สมัครเป็นศิษย์ประมาณ 10  คน  และหนึ่งในจำนวนนั้นมีนายกุย  สุภาวสิทธิ์ ด้วย หลังจากได้รับการถ่ายทอดชั้นเชิงต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงฟ้อนเชิงสาวไหมด้วย นายกุยก็อพยพไปอยู่บ้านศรีทรายมูล  จังหวัดเชียงราย และได้ถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่สนใจอีกเป็นจำนวนมาก จนได้รับการยกย่องเป็น “พ่อครูกุย” ในเวลาต่อมา

ถึงตอนนี้ขอวกกลับไปที่บ้านแม่คืออีกครั้ง หลังจากที่พ่อครูปวนได้ถ่ายทอดแก่ศิษย์รุ่นแรกที่นั่นแล้ว ต่อมามีคนขอร้องให้ไปสอนอีก

ซึ่งพ่อครูก็มิได้ขัดข้องพ่อครูปวนขณะนั้นอายุ  80  ปี ผู้ได้รับการถ่ายทอดมีประมาณ  7  คน  และหนึ่งในจำนวนนั้น คือ นายคำสุข ช่างสาร (หล้า)   ผู้เขียนในฐานะเป็นศิษย์จึงขอใช้คำว่า “พ่อครู” นำหน้าชื่อด้วยความเคารพ บทสรุปตอนนี้คือ ทั้งพ่อครูกุย  สุภาวสิทธิ์ และพ่อครูคำสุข  ช่างสาร ต่างก็เป็นศิษย์ของพ่อครูปวน  คำมาแดง  โดยพ่อครูกุย เป็น “ศิษย์ผู้พี่”  พ่อครูคำสุข เป็น “ศิษย์ผู้น้อง” สำหรับหลักฐานที่สนับสนุนบทสรุปนี้ ได้แก่

  1. คำเรียกคูร
  2. ขุมเชิง  (ผังการเดินเท้า)
  3. แม่ลาย  (ท่ารำ)  โดยเฉพาะแม่ลายฟ้อนเจิงสาวไหม

เรื่องราวของฟ้อนสาวไหมได้นำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นถึงที่มาว่ามาจากการฟ้อนเจิง และเพื่อให้เห็นชัดยิ่งขึ้นจะกล่าวถึงพัฒนาการซึ่งเป็นจุดต่อที่สำคัญ โดยจะย้อนไปที่พ่อครูกุย  สุภาวสิทธิ์ย้ายที่อยู่จากเชียงใหม่ไปอยู่บ้านศรีทรายมูล จังหวัดเชียงราย และได้ตั้งรกรากอยู่ที่เชียงรายตลอดชีวิต (ภาพซ้าย การเตรียมขบวนแห่กฐิน ของคณะศรัทธา เพื่อจะนำไปทอดถวาย ณ วัดเจ็ดยอด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในพ.ศ.2499 ช่างฟ้อนตัวเล็กๆ ที่นั่งอยู่ซ้ายสุดคือ เด็กหญิงบัวเรียว สุภาวสิทธิ์ ขณะนั้นอายุได้ 10 ขวบ )

พ่อครูกุย  สุภาวสิทธิ์ เป็นครูสอนฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง นอกจากจะสอนให้ศิษย์แล้ว ก็ได้สอนให้กับบุตรสาวคนสุดท้อง คือนางบัวเรียว  รัตนมณีภรณ์ ซึ่งเริ่มฝึกฟ้อนเมื่ออายุ  7  ขวบ เพลงที่ใช้ประกอบนั้นไม่แน่นอน เพราะฟ้อนกับวงดนตรีพื้นเมืองได้เกือบทุกเพลง โดยส่วนใหญ่ฟ้อนกับกลองสิ้งหม้อง ซึ่งเป็นกลองที่มีจังหวะง่าย ๆ ธรรมดา และมีอยู่ทั่วไป

ต่อมามีนักดนตรี และนาฏศิลป์ไทยชั้นครู อพยพจากเชียงใหม่ ไปอาศัยอยู่วัดศรีทรายมูล ชื่อนายโม  ใจสม นายโมเดิมเป็นชาวมอญ จากอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อมาอยู่ที่วัดศรีทรายมูล ก็ได้ช่วยฟื้นฟูดนตรีพื้นเมืองของวัด คือ “วงเต่งถิ้ง” ขึ้นใหม่โดยสอนคณะศรัทธาของวัด จนมีนักดนตรีฝีมือดีหลายคนขณะเดียวกัน ก็ได้สอนนาฏศิลป์ไทยด้วย

นางบัวเรียวได้มีโอกาสฝึกนาฏศิลป์กับนายโมด้วย เวลามีงานวัดที่ไหน ๆ เจ้าอาวาสและคณะศรัทธาวัดมักจะนำวงดนตรีพื้นเมือง และช่างฟ้อนไปช่วย นางบัวเรียวก็ได้ไปร่วมฟ้อนด้วยเช่นกัน และฟ้อนสาวไหมเป็นฟ้อนที่ถนัดอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นการฟ้อนที่ได้รับความนิยมมาก จึงมักจะได้ฟ้อนสาวไหมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นฟ้อนสาวไหมจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปใน  2  ลักษณะ  คือ “ลีลา” และ “เพลงประกอบ”

โดยปกตินางบัวเรียวมีความสามารถในการปรับตัว โดยเฉพาะทางนาฏศิลป์และดนตรี ช่วงนี้จึงได้ดัดแปลงท่าฟ้อนให้ลีลา ในการฟ้อนเหมาะสมกับบุคลิกของสุภาพสตรีคือ อ่อนช้อย งดงามและลงจังหวะดนตรีแบบนาฏศิลป์ไทย และในขณะเดียวกันดนตรีประกอบ ซึ่งแต่เดิมใช้ดนตรีพื้นเมืองประเภทไหนก็ได้ ก็เริ่มใช้วงเต่งถิ้งบรรเลงเพลงพื้นเมือง เช่นปราสาทไหว ฤาษีหลงถ้ำ ต่อมาเห็นว่าเพลงเหล่านั้นจังหวะช้าไม่กระชับ จึงใช้เพลงที่เรียกว่า “เพลงสาวไหม” ซึ่งเพลงนี้ผู้รู้บางท่านว่าคือ “เพลงลาวสมเด็จ” แต่บางท่านก็ว่าเป็นเพลงแต่งใหม่โดยนายโม เพื่อประกอบการฟ้อนสาวไหม โดยดัดแปลงจากเพลงลาวสมเด็จอีกทีหนึ่ง

การที่วัดศรีทรายมูลนำวงดนตรี และช่างฟ้อนไปช่วยงานวัดต่าง ๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ตามโอกาสและเทศกาลงานบุญของวัดนั้น ๆ ครั้งหนึ่งราวปี พ.ศ. 2503  วัดศรีทรายมูลได้ไปช่วยงานวัดถ้ำปุ่มถ้ำปลา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นายอินหล่อ  สรรพศรี นักดนตรีไทยชั้นครูของเชียงราย ได้ชมการฟ้อนสาวไหมของนางบัวเรียวจึงเกิดความประทับใจ แล้วเก็บไว้ในใจเนื่องจากไม่มีโอกาสทำความรู้จัก

ต่อมาปี พ.ศ.  2507  นายอินหล่อ ได้มีโอกาสชมอีกครั้งหนึ่งที่วัดพระแก้ว  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย เห็นว่ามีลีลาอ่อนช้อยนิ่มนวลละมุนละไม จึงได้ทำความรู้จักกับนางบัวเรียว และเชิญให้ไปพบภรรยาของนายอินหล่อ คือนางพลอยสี  สรรพศรี ซึ่งเป็นช่างฟ้อนและผู้เล่นละครเก่าจากคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่กับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

จากการได้พบกับนางพลอยสี นาฎการชั้นครูของเชียงราย การฟ้อนสาวไหมก็ได้รับการบูรณะท่าทางในการฟ้อนอีกครั้งหนึ่ง โดยนางพลอยศรีขอให้ฟ้อนให้ดูและขออนุญาตติชม พร้อมทั้งออกความคิดเห็น และช่วยกันปรับปรุงเสริมเติมส่วนที่ยังบกพร่องให้สมบูรณ์ขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของนาฎจริตท่ารำต่าง ๆ ที่มีการปรับเปลี่ยน และปรับปรุง

หลังจากที่นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ได้พบกับนางพลอยสี  สรรพศรีแล้ว ท่ารำในการฟ้อนสาวไหมก็ได้รับการปรับปรุงในเชิงบูรณาการ พร้อมกับมีการเรียงท่าจากการฟ้อนสาวไหม เป็นภาษาสมัยใหม่ เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจ ดังนี้

1.  ไหว้  (นั่ง)
2.  บิดบัวบาน
3.  บังสุริยา
4.  ม้วนไหมใต้ศอกซ้าย
5.  ม้วนไหมใต้ศอกขวา
6.  ม้วนไหมซ้ายล่าง
7.  ม้วนไหมขวาล่าง
8.  สาวไหมกับเข่าซ้าย
9.  ม้วนไหมวงศอก (แล้วลุกขึ้น)
10.  สาวไหมช่วงสั้นรอบตัว
11.  วัน  (วน)  ไหมซ้าย
12.  สาวช่วงยาวรอบตัว (หมุนตัวเดิมวงกลม)
13.  คลี่ปมไหม
14.  พุ่งกระสวยเล็ก
15.  สาวขึ้นข้างหน้า
16.  ขึงไหมข้างหน้า
17.  ม้วนเป็นขดโดยใช้ศอกซ้าย
18.  ม้วนเป็นขดโดยใช้ศอกขวา
19.  สาวรอบตัวอีก
20.  เอามาม้วนใต้ศอกซ้ายอีก
21.  ไหว้  (นั่ง)

นอกจากนี้ ขณะที่มีการปรับปรุงท่ารำฟ้อนสาวไหมอยู่นั้น นางพลอยสีก็ได้ถ่ายทอดฟ้อนลาวแพน และรำอวยพรให้แก่นางบัวเรียวอีกด้วย หลังจากนั้นฟ้อนสาวไหมได้รับการเผยแพร่ จนเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น โดยแสดงตามงานต่าง ๆ ทั้งที่เชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และแสดงออกทางโทรทัศน์ช่อง  8  ลำปาง

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.  2521 วิทยาลัยนาฎศิลปเชียงใหม่ ได้ติดต่อขอให้นางพลอยสี ไปถ่ายทอดฟ้อนสาวไหมให้แก่อาจารย์ฝ่ายนาฏศิลป์ ตามนโยบายขอวิทยาลัยที่จะค้นคว้ารวบรวมการฟ้อนรำ และดนตรีพื้นเมืองมาปรับปรุงและจัดเข้า ในหลักสูตรการศึกษาของวิทยาลัย ตั้งแต่นั้นมาวิทยาลัยก็ได้บรรจุการฟ้อนสาวไหมเข้าในหลักสูตรวิชาหนึ่ง

น.ส. บัวเรียว  สุภาวสิทธิ์  ฟ้อนสาวไหม ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะนั้นอายุได้  21  ปี (ประมาณ พ.ศ. 2510)

เพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลปใช้ประกอบคือ “เพลงซอปั่นฝ้าย” ท่อนแรกเป็นทำนองเพลงซอของจังหวัดน่าน แต่งโดยนายไชยลังกา  เครือแสน ส่วนท่อนที่สองเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ แต่งเพิ่มเติมอีก วงดนตรีที่ใช้บรรเลงเป็นวงดนตรีพื้นเมืองประเภทสะล้อ-ซึง

ส่วนฟ้อนสาวไหมของนางบัวเรียว ก็ยังคงถ่ายทอดสู่ศิษย์คนแล้วคนเล่าอยู่ สถานภาพของนางบัวเรียวปัจจุบันอยู่ในชั้น “แม่ครู” และผู้ที่สืบทอดเจตนารมณ์โดยบริสุทธิ์ก็เห็นจะได้แก่บุตรสาวทั้ง  3  คน คือ นางสาวสายไหม  นางสาวสายชล และนางสาวสนธยา รัตนมณีภรณ์ ท่ารำที่แม่ครูใช้ถ่ายทอดเป็นมาตรฐานมี  13  ท่า ดังนี้

1.  เทพพนม
2.  บิดบัวบาน
3.  สาวไหมช่วงยาว
4.  ม้วนไหมซ้าย
5.  ม้วนไหมขวา
6.  ม้วนไหมกวง
7.  ม้วนไหมใต้เข่า
8.  ม้วนไหมใต้ศอก
9.  สาวไหมรอบตัว
10.  ปั่นไหมในวง
11.  พุ่งหลอดไหม
12.  คลี่ปนไหม
13.  ทอเป็นผืนผ้า

 

สนั่น ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่