ฟ้อนหริภุญไชย แสดงโดย ชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ฟ้อนหริภุญไชย เป็นฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดิเรกชัย  มหัทธนะสิน (ทุย) อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๗ประวัติความเป็นมา                ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดิเรกชัย  มหัทธนะสิน ขณะเป็นครูสอนฟ้อนรำล้านนาของชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๕๒๗) ได้คิดประดิษฐ์ท่าฟ้อนจากเพลงบรรเลงชื่อเพลงหริภุญไชย ซึ่งแต่งโดยนายสุชาติ  กันชัย  (หนุ่ม) นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แรกเริ่มเดิมที่นั้น นายสุชาติ  กันชัย (ขณะนั้นเป็นสมาชิกของชมรมฯ) ได้คิดทำนองเพลง โดยอาศัยแนวทำนองจากเพลงบรรเลงชื่อเพลงเชียงแสน ซึ่งแต่งโดยครูมนตรี  ตราโมทย์  แล้วออกแบบให้บุคลิกของเพลงให้มีลักษณะผสมผสานกัน ระหว่างความเป็นมอญหริภุญไชยกับความเป็นไทยวนบนแผ่นดินล้านนา โดยใช้ทำนองเพลง (Melody) สำเนียงมอญใช้เครื่องดนตรีสะล้อ – ซึงและจังหวะ (Rhythim) กลองตึ่งนงของล้านนา แล้วมอบให้ดนตรีพื้นเมืองคณะไกลบ้าน ซึ่งสังกัดชมรมนี้

ความไพเราะและสง่างามของเพลง ทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ได้สดับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดิเรกชัย ในฐานะครูสอนฟ้อนรำจึงคิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้นประกอบ โดยครั้งแรกได้ประดิษฐ์ประกอบเพลงท่อนแรก (ทำนองเพลงมี  ๒  ท่อน) แล้วนำเสนอในงานวันเปิดโลกกิจกรรม ที่ตึกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ตึก อ. มช.) การนำเสนอผ่านการแสดงของนักศึกษาสมาชิกของชมรมฯ ในครั้งนั้น เป็นที่ชื่นชมแก่ผู้ชมอย่างท่วมท้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดิเรกชัยจึงได้ประดิษฐ์ท่ารำใหม่ ให้ครบสมบูรณ์แล้วแสดงต่อมาในวันไหว้ครูของชมรมฯ ในปี พ.ศ.เดียวกัน

ลีลาท่าฟ้อน

ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ ได้กำหนดให้ผู้แสดงก้าวเท้าตามจังหวะ โดยเน้นให้มีลีลาการฟ้อนผสมผสานกันถึงสามลีลาได้แก่ ลีลาล้านนา พม่า – มอญและลีลาไทย เมื่อได้ลีลาก็ให้ชื่อท่าจากการหารือร่วมกันจากศิษย์ทั้งสามคือนายพิสันต์  จันทร์ศิลป์ (สัน) นายณรงค์ศักดิ์  ค้านอธรรม (ใหม่) และนายอิศรา  ญาณตาล (กีตาร์) ซึ่งชื่อท่าฟ้อนมี ดังนี้

“เบิกฟ้า                 ทอดผ้าหริภุญไชย          เกรียงไกรสัตตบงกช
ร่ายอริยศบารมี       กั้งสัตถะหรู (ศัตรู)           ข่มสูหื้ออยู่ใต้ฟ้า
อุบลต้องเกิงกาง      ซาบซ่านบารมี               เบญจกัลยานีศรี –
หลวงเวียง              เพียงนางพญากราย        โผดพายทศพิธ
ราชธรรมวิวิธ          สถิตเหนือปฐพี               ฮ่วมขวัญกษัตริย์
เทวีแปงเมือง          เมลืองวิลังคะพ่าย           ชยะใจสมโภช
นิโรธฮ้องขวัญ        เฮี้ยวหวัน                      ชุมสะหรี    แสงระวี
ส่องหล้า               ไพร่ฟ้าหน้าใส                หริภุญไชยยั่งยืนเทอญ

แต่ละชื่อก็ได้ อาจารย์นภาพร  ขาวสะอาด จากโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ จังหวัดลำพูน  ช่วยดูแลและปรับปรุงการวางมือวางเท้าศีรษะ ลำตัวตลอดจนการก้าวเท้าให้เหมาะสม โดยภาพรวมแล้วประมวลมาจากภาพลายปูนปั้นของนางฟ้าจากตุ๊กตาไม้แกะสลัก  ธรรมาสน์และลีลาของพม่าและมอญ รวมแล้วได้  ๒๓  ท่ารำ

สำหรับรูปแบบการแสดง จะจัดให้เป็นแถวตรงแถวเฉียง แถวหน้ากระดานและแถววงกลมสลับวนเวียนกับการวิ่งรับให้ดูสวยงาม การฟ้อนจะมีคนรำเป็นนางพญาโดดเด่น ซึ่งสังเกตได้จากการแต่งกายที่สง่างามกว่าคนอื่น ๆ กล่าวคือจะมีเครื่องประดับศีรษะ กรองคอ  พาหุรัตและผ้าสไบปักดิ้นเลื่อนพรายสำหรับจำนวน ผู้ฟ้อน จะประกอบด้วยผู้ฟ้อนอย่างน้อย  ๔  คน

การแต่งกาย

การแต่งกายมีการออกแบบไว้  ๔  ลักษณะได้แก่ลักษณะแรก นุ่งผ้าซิ่นที่เลียนแบบผ้าซิ่นไทยองเชียงตุง ที่ต่อตีนสูงคล้ายผ้าซิ่นในชุดฟ้อนม่านมุ่ยเชียงตา ที่ใช้สีทองอมชมพู  ท่อนบนสวมเสื้อเถาะอกสีดำมีชายเสื้อพลิ้วเป็นระบาย มีสไบสีชมพูคล้องเฉียงไหล่ซ้ายไปพาดแขนด้านขวา และคาดเข็มขัดแบบห่วงทับเสื้อที่เอว ส่วนศีรษะมีดอกไม้เสียบพองาม ลักษณะที่สอง ผ้าสไบสีชมพูนั้น มีการนำผ้าโปร่งสีทองเย็บทับสีชมพูอีกที ที่แขนมีกำไลสวมมีสร้อยคำ สร้อยตัว และศีรษะมีการเสียบประดับด้วยดอกไม้ไหวสีทอง ลักษณะที่สาม มีการสวมกระบังหน้าเหมือนยุดทวาราวดี (ชุดนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่โรงเรียนห้องสอนศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ลักษณะที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมาได้ใช้ผ้าซิ่งลายยกดอกสีชมพู ที่ต่อตีนสีขาวเสื้อเกาะอกมีชายเสื้องอนขึ้น สวมทับด้วยเข็มขัดสีทองเหมือนเกล็ดปลา

สนั่น   ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่